ไทยเฮ…หรือ “ทักษิณ-ฮุน เซน” เฮ?

19 กรกฎาคม 2554 – 00:00

  ครับ…ต้องบอกว่า “เจ้ามือป๊อกครับ” ส่วนไทยเรา บังเอิญถือ ๒๑  แต้มชนเจ้ามือ “ยังไม่เสีย” แต่ก็ไม่ได้ และในความไม่ได้นั้น พอสามารถใช้คำว่า “เฮงพอสมควร” ได้อยู่ ส่วนเขมร ซึ่งเป็นฝ่ายร้องให้ศาลโลกออกมาตรการชั่วคราว จะได้-จะเสีย หรือจะเจ๊า ผมไม่อยากพูด เพราะเห็นหน้านายฮอร์ นัมฮง เหมือนคนปวดท้องส้วมตอนออกจากศาล!
 ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า นี่…ไม่ใช่คำตัดสินกรณีเขมรยื่นให้ศาลโลก “ตีความ” คำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินไปแล้วเมื่อปี  ๒๕๐๕ ว่ามีประเด็นขัดแย้งเรื่องขอบเขตพื้นที่
 นี่เป็นเพียง “คำเสนอแนะ” จากศาลในมาตรการคุ้มครองชั่วคราวตามที่เขมรร้องขอเท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษา-ขอย้ำ และไม่มีผลผูกพันกับคดีฟ้องที่ให้ตีความ ซึ่งนั่นยังอีกยาวตามกระบวนการ ร่วม ๒ ปีนั่นแหละจึงจะถึงขั้นมีคำพิพากษา
 อันที่จริงเรื่องฟ้องร้องยังอยู่ในขั้นตอนคำร้องเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับเป็นคำฟ้องด้วยซ้ำ ฉะนั้น อย่าเพิ่งกระเดียดกันไปไกล
 ก่อนจะคุยถึงคำสั่ง หรือคำเสนอแนะจากศาลโลกในมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ออกมาวานนี้ (๑๘ ก.ค.๕๔) เรามาทวนโจทย์กันก่อน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เขมรขอให้ศาลโลกออกมาตรการชั่วคราวก่อนพิจารณาคำขอตีความ ๓  ข้อ
 ๑.ให้ไทยถอนกำลังทั้งหมดจากส่วนต่างๆ ของดินแดนกัมพูชาในพื้นที่ปราสาทพระวิหารทันที โดยไม่มีเงื่อนไข
 ๒.ห้ามไทยมีกิจกรรมทางทหารใดๆ ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และ
 ๓.ให้ไทยงดการกระทำหรือการดำเนินการใดๆ ที่กระทบสิทธิของกัมพูชา  หรือเพิ่มความขัดแย้งในคดีการตีความ จนกว่าศาลโลกจะตัดสิน
 เอ้า…แล้วมาดู เมื่อวาน ศาลโลกมีคำสั่งตามคำขอเขมรอย่างใดบ้าง จับประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้
 ๑.มีมติ ๙:๕ ให้ออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวตามเขมรร้องขอ
 ๒.มีมติ ๑๑:๕ ให้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเขมร “ถอนทหาร”  ด้วยกันทั้งคู่
 ๓.ให้พื้นที่ที่ทั้ง ๒ ฝ่ายถอนไปนั้น เป็น “เขตปลอดทหาร” ๔ จุด โดยรอบตัวปราสาทพระวิหาร
 ๔.ให้ทั้ง ๒ ประเทศละเว้นการกระทำใดๆ ในอันที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
 ๕.มีมติ ๑๕:๑ ไม่ให้ไทยขัดขวางที่เขมรจะส่งเสบียง ลำเลียงของขึ้นไปเพื่อการพัฒนาปราสาท
 ๖.ให้ไทย-เขมรอนุญาตให้อาเซียนเข้าไปสังเกตการณ์การหยุดยิงในพื้นที่ จัดประชุมเจบีซี-จีบีซีกัน
 นี่แหละ ผมแกะๆ จากคำสั่งศาลที่ “คุณเสริมสุข กษิติประดิษฐ์” รายงานสดจากศาลโลกถึงสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยคุณกนิษฐา โกมลวาทิน ทำหน้าที่แจกแจงหน้าจอกับท่านอาจารย์นพนิธิ สุริยะ เมื่อดูคำร้องของเขมร  ปรากฏว่าสิ่งที่ศาลมีคำสั่งออกมา
 พลิกล็อกเล็กๆ ครับ!
 แทนที่เขมรจะได้ กลับเป็นฝ่ายเสียไปบ้าง เพราะศาลไม่ได้ “ให้…” ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ให้…ทั้งสองฝ่าย เรียกว่าศาลออกลูกเก๋า “ฝ่ากลาง” กินเรียบทั้งซ้าย-ขวา
 ผมว่า ในยามยากสำหรับเราขณะนี้ ได้ดอกหญ้าแซมผม ก็…ทำใจซะว่า  “งามแล้ว ก็แล้วกัน”
 เพราะ…หัวใจของเรื่องทั้งหมดอยู่ตรง “ให้ไทยถอนทหาร” โดยไม่มีเงื่อนไข และในทันที แต่เมื่อปรากฏว่า ศาลโลกไม่ได้สั่งให้เฉพาะไทยเท่านั้นต้อง  “ถอนทหาร”
 เขมร “จอมฟ้อง” ก็ต้องถอนออกไปด้วย!
 ก็พอกล้อมแกล้มว่า สมน้ำ-สมเนื้อ ร้องให้ไทยถอนทหาร ตัวเองก็ต้องถอนด้วย เพื่อทำพื้นที่ตามที่ศาลตีกรอบให้เป็น “เขตปลอดทหาร” คือต้องไม่มีทั้งทหารไทยและทหารเขมร
 ต้องเข้าใจกันด้วยนะครับว่า คำว่า “เขตปลอดทหาร” นั้น ไม่ได้หมายความว่า “พื้นที่ตรงนั้น” ไม่มีเจ้าของ ศาลโลกไม่มีอำนาจชี้เรื่องเขตแดนหรือดินแดนว่า ตรงไหนเป็นของใครหรอก เจตนาเพียงแต่ “แยกคู่กรณี” ออกจากตรงนั้น เพื่อยุติการต่อยตีกันเท่านั้น
 ส่วนเป็นพื้นที่ในดินแดนใคร…ศาลโลกไม่เกี่ยว!
 เท่าที่ฟัง กรอบที่ศาลโลกขีดให้เป็น “เขตปลอดทหาร” เป็นพื้นที่ ๔.๖  ตารางกิโลเมตรของเรา เมื่อศาลสั่งเช่นนี้ ที่เขมรรุกล้ำเข้ามาที่วัดแก้วสิขาฯ  ต้องถอยออกไป แต่จากคำสั่งมันกำกวมอยู่ว่า “ให้ถอนทหาร” แล้วพลเรือนอันเป็นชาวบ้านเขมรที่เข้ามาตั้งชุมชนล่ะ
 ต้องถอนด้วยมั้ย?!
 ตรงนี้ คำสั่งศาลโลกคงต้องให้ศาลพระภูมิต่อความต่อ แต่ถ้ามองขยำๆ  เขมรคงต้องคิดหนัก ตัวเองร้องศาลเอง เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนี้ จะยักกระสายแบบไหน โวยวายก็เสียหมา เบี้ยวก็เสียเขมร แต่เห็นข่าวออกว่า วิทยุเขมรประโคมข่าวทั่วพนมเปญ 
 เราชนะแล้ว พี่จ๋า!
 อันที่จริง คำสั่งศาลโลกมีค่าเท่ากับคำแนะนำว่าควรทำ-ไม่ควรทำเท่านั้น  เป็นประเภท “ยักษ์ไม่มีกระบอง” ไม่มีบท-ไม่มีอำนาจลงโทษกับผู้ไม่ทำตาม  ฉะนั้น คู่กรณี ใครจะทำตามหรือไม่ทำตาม ก็ไม่เคยปรากฏว่า UNSC ซึ่งเป็นกระบองของศาลโลก จะกล้าไปทุบตีใครได้
 โดยเฉพาะกรณีไทย-เขมร ว่าด้วยเขตแดนของแต่ละประเทศ สหประชาชาติ-ศาลโลก จะไปเสือกอะไรกับบ้านเขา-เมืองเขาล่ะ!?
 แต่เคสนี้ กรณีถอนทหารทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายเขมรคงต้องหวานอม-ขมกลืน  จะไม่ทำตามก็ไม่ได้ เพราะ “ทั้งโลก” จับตาดูอยู่ ขืนเบี้ยว เขมรจอมมายา “ลายจะลอก” เผยให้เห็นสันดานแท้เสียเองว่าเป็น “แบดบอย” แต่ชอบสำออยฟ้องครู
 เท่าที่ฟังข่าว ทั้งท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ และท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ “วีรชัย พลาศรัย” ผู้เป็นตัวแทนประเทศไทยและทำหน้าที่หัวหน้าทีมสู้คดีบอกว่า “พอใจ” ท่านทูตถึงกับออกปากว่า
 “ศาลโลกให้ความยุติธรรมกับฝ่ายไทยอย่างมาก”!
 แต่ผมว่า ศาลโลกถืออำนาจ “สั่งมากไป” ให้ทำโน่น-ทำนี่ ทั้งที่เขมรไม่ได้ขอให้ออกมาตรการชั่วคราว อย่างเช่น ห้ามไทยขัดขวางเขมรที่จะผ่านเข้าทางดินแดนไทยในการส่งเสบียง หรือการขึ้นไปทำอะไรบนปราสาทพระวิหาร หรือการให้อาเซียนเข้ามาสังเกตการณ์
 เหล่านั้น เขมรไม่ได้ขอ
 ศาลโลกสั่งแบบ “เสือก” ไปหน่อยมั้ย?
 แต่ก็เอาเถอะ ที่ท่านทูตบอกว่ายุติธรรมอย่างมาก ก็เหมาะสมที่ใช้คำเช่นนั้น ขึ้นชื่อว่า “ความยุติธรรม” ไม่มีฝ่ายแพ้ ไม่มีฝ่ายชนะ มีแต่ “ทุกฝ่าย” ต้องยอมให้กันและกันบ้าง ถือเป็น “ผลได้” ในองค์รวม ที่ทุกฝ่าย “ได้ด้วยกัน”
 ในภาพรวมนั้น จากคำสั่งเหล่านี้ มีรายละเอียดในขั้นตอนปฏิบัติที่ยังเป็นปัญหาอยู่บ้าง เพราะเป็นคำสั่งไม่ชัดเจนนัก แต่กรณีให้ทั้ง ๒ จัดประชุมเจบีซี-จีบีซี และให้เจ้าหน้าที่อาเซียนเข้ามาเป็นประเทศที่ ๓ นั้น ไม่น่าเป็นปัญหา
 คือเมื่อเขมรต้องถอนทหารออกไปจากพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรก่อน  นั่นก็เท่ากับเป็นไปตามเงื่อนไขของไทยที่ว่า จะให้ผู้สังเกตการณ์เข้ามาก็ได้ แต่เขมรต้องถอนทหารออกไปจากพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. ซึ่งรวมถึงวัดแก้วสิขาฯ “ตัวปัญหา” นั่นด้วย
 สรุปว่า คำสั่งศาลโลก ๑๘ ก.ค.นี้ ในความเห็นตอบสนองจากข้อมูลเบื้องต้นของผม ไม่เสียทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้อะไรมากนัก
 ส่วนเขมรจะได้ หรือจะเสียอย่างใดนั้น มองไม่เห็นทางเสีย แถมตอนนี้ เขายังมี “ไต๋ทักษิณ” อุบอยู่อีกตะหาก ถ้าไทยอยากเป็น “เด็กดี” ในเวทีโลก  ด้วยการทำตามคำเสนอแนะทั้งหมดของศาลโลกครั้งนี้ เราก็ต้องดูด้วยว่า
 เขมรจะถอนออกไปจากวัดแก้วสิขาฯ หรือไม่!?
 ถ้าไม่…แสดงว่า ฟ้องเอง-เบี้ยวเอง
 ถ้ายอมถอน…
 เราก็ต้องประเมินเพื่อวางมาตรการปฏิบัติกันอีกที!
 แต่ทั้งหลายทั้งปวง เฉพาะด้านเรา ก็ทราบกันอยู่ ขณะนี้อยู่ในช่วง  “เปลี่ยนถ่ายอำนาจ” จากรัฐบาลอภิสิทธิ์ไปเป็นรัฐบาลปู-โคลนทักษิณ และสภาโคลนทักษิณ
 การถอนทหารก็ดี การยอมปฏิบัติในเส้นกรอบที่ศาลโลกขีดก็ดี ต้องรอรัฐบาลใหม่สั่ง รัฐบาลชุดรักษาการไม่มีอำนาจสั่งในเรื่องนโยบาย
 และอีกอย่าง เกี่ยวพันกับดินแดน ตามรัฐธรรมนูญ ใครก็สั่งหรือทำโดยพลการไม่ได้ ต้องนำเรื่องเข้าสภา ให้สมาชิกรัฐสภาอนุมัติ เพราะอย่างนี้แหละ  นอกจากจะกินอาหารให้อร่อยต้องใจเย็นๆ แล้ว ยังต้องไปลุ้นต่อว่า เมื่อประเทศอยู่ในอำนาจของทักษิณแล้ว
 พื้นที่ไทย ๔.๖ ตร.กม. รวมถึงการนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว รัฐบาลเพื่อไทยจะเดินนโยบายแบบไหน?
 แบบคนไทย ๖๓ ล้านคน…เฮ
 หรือแบบ…
 ทักษิณ-ฮุน เซน ๒ คน…เฮ!?
 แต่ผมว่า ถ้าการ “ถอนทหารทั้ง ๒ ฝ่าย” ทำให้เขมรต้องถอยออกไปจากวัดแก้วสิขาฯ นั่นต้องจับตาให้ดี เพราะถ้าผมเป็น “ท่านพี่ฮุน เซน” จะเล่นบท เขมร…ดื้อตาใส
 กับศาลโลกน่ะ ไม่กลัวหรอก แต่กับ “มเหสีบุน รานี” ที่เคยขึ้นไปทำพิธีที่วัดแก้วฯ นี่ซี
 มันเอากูตายแน่!.

ห้องครัว ตกแต่งบิวอินท์ สวยๆ และแนวการตกแต่งห้องครัว

เคล็ดลับการจัดแต่งห้องครัวที่เหมาะสม

เคล็ดลับในการจัดตกแต่งห้องครัวให้มีความลงตัวนั้นอาจเริ่มได้จากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในห้องครัวให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ประเภทบิ้วอินท์ที่มีความอเนกประสงค์ในการใช้งานมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ประเภทอื่น และยังช่วยลดการใช้พื้นที่ภายในห้องครัวให้เหลือเพื่อใช้สอยประโยชน์อื่นๆ ได้เพิ่มเติมอีกด้วย แต่หากใช้งานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินท์ไปในสักระยะเวลาหนึ่งแล้วจะพบว่าสีซีดจางลงไม่สวยงาม เนื่องจากภายในห้องครัวเป็นสถานที่ประกอบอาหารที่มีควันไฟและกลิ่นอาหาร ที่อาจทำปฎิกิริยากับเฟอร์นิเจอร์ดังกล่าวให้เสื่อมสภาพลงได้อย่างรวดเร็ว คุณอาจแก้ไขได้ด้วยการทาสีเฟอร์นิเจอร์ใหม่หรือนำภาพสวยงามมาติดทับเหมือนวอลเปเปอร์ผนังบ้านที่สามารถสร้างบรรยากาศที่โดดเด่นภายในห้องครัวและสามารถเปลี่ยนใหม่ได้โดยง่ายหากเบื่อหรือชำรุดเสียหาย การออกแบบโต๊ะรับประทานอาหารหรือโต๊ะทำอาหารที่สามารถพับเก็บได้โดยง่าย สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวกสบาย ไม่เกะกะ และลดการใช้พื้นที่ภายในห้องครัวลงได้เป็นอย่างมากเมื่อไม่ได้ทำอาหารแล้ว หรือหากบริเวณ
รับประทานอาหารของคุณอยู่ใกล้กับส่วนทำอาหารมากเกินไป อาจทำการติดตั้งผนังกระจกฝ้าแบบบานเลื่อนมากั้นส่วนดังกล่าวให้แยกออกไป ให้ดูเรียบร้อยมิดชิดมากยิ่งขึ้น และกระจกยังช่วยทำให้รู้สึกเหมือนห้องมีความกว้างเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

          
    – ก่อนที่คุณจะจัดห้องครัวของคุณเอง
         ประการแรกคุณต้องสำรวจข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นภายในครัวของคุณก่อน และต้องสำรวจความต้องการในการใช้ครัวของคุณด้วย เช่น
            • คุณทำครัวบ่อยแค่ไหน ถ้าบ่อย ควรทำชั้นว่างเครื่องปรุงให้อยู่ใกล้ๆ ในขณะทำอาหาร และควรทำราวแขวนอุปกรณ์ทำครัวต่างๆ ให้อยู่ใกล้มือ และหยิบจับง่าย แล้วหัวเตาก็ควรมีมากกว่า 2 หัว ส่วนเครื่องดูดควันก็ควรมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย
            • ถ้าคุณเป็นคนประเภทชอบซื้อของสดมาแช่ตู้ เป็นจำนวนมากๆ ก็ควรให้พื้นที่ในการว่างตู้แช่ หรือตู้เย็นเครื่องใหญ่ มากกว่าพื้นที่ว่างตู้เก็บของ

  – เมื่อคุณสำรวจข้าวของเครื่องใช้ภายในครัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
         ต่อมาคือการ “วาดแปลนห้องครัว” การวาดแปลนไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแค่คุณวัดขนาดห้อง และวัดเครื่องใช้ที่ต้องติดตั้ง เช่น เตา, ตู้เย็น, ซิงค์ล้างจาน, ตู้เก็บของต่างๆ และเมื่อเราวาดแปลนแล้ว ต่อมาก็ถึงตอนที่สำคัญ นั้นคือ
            • เลือกชุดเครื่องครัวให้เข้ากัน และให้เป็นสไตล์เดียวกัน เพราะมันจะทำให้เครื่องครัวนั้นน่าใช้
            • การเลือกโทนสีของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องครัวก็มีส่วนสำคัญ เพราะจะช่วยให้ห้องครัวดูดีและน่าใช้มากยิ่งขึ้น

     คุณลองทำตามที่เราแนะนำดูนะ มันจะทำให้บ้านของคุณมีห้องครัวที่ไม่เพียงแค่สวยอย่างเดียว แต่ยังสามารถทำความสะดวกสบายในการปรุงอาหารแก่แม่บ้านได้อีกด้วย และยังสามารถอวดแขก หรือเพื่อนๆ ที่มาเยี่ยมบ้านของเราด้วยนะ

เอาตัวอย่างมาฝากค่ะ

ห้องครัวสีม่วงก็เป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ ลองเลือกเป็นสีม่วงอ่อนๆ็ก็ให้ความหวานไม่น้อยเลยนะค่ะ

ห้องครัว #1

ห้องครัว #2

ห้องครัว #3

ห้องครัว #4

ห้องครัว #5

ห้องครัว #6

ห้องครัว #7

ห้องครัว #8

ห้องครัว #9

ห้องครัว #10

ห้องครัว #11

Sexy Cute Japan Girl Sato Rika

 

Sexy Cute Japan Girl Sato Rika

Sexy Cute Japan Girl Sato Rika

Sexy Cute Japan Girl Sato Rika

 

Sexy Cute Japan Girl Sato Rika

Sexy Cute Japan Girl Sato Rika

    

 

8 ขั้นตอนเตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงสนามรัก
76 13/07/2011
จุดที่เสียวที่สุดของผู้หญิง
68 13/07/2011
สนุกกับเซ็กส์ด้วยชุดชั้นใน
58 13/07/2011

10 คำหวานที่ผู้หญิงอยากฟัง

ผู้ชายตกหลุมรัก ด้วยสองตา ทว่าผู้หญิงตกหลุมรักด้วยสองหู คำพูดดังกล่าวเป็นความจริงอันยิ่งใหญ่ที่คุณควรตระหนักไว้ และถ้อยคำต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรพูดกับหวานใจอย่างสม่ำเสมอ เพราะผู้หญิงทุกคนมีความสุขที่ได้ยิน. . . ยืนยันโดย : ดร. วิคตอเรีย ซีดร็อก
          10. วันนี้เป็นไงบ้าง?

คำถามนี้จะแสดงให้เห็นว่าคุณแคร์ความเป็นไปและใส่ใจที่จะรับฟังสารทุกข์สุก ดิบของเธอ การแสดงออกถึงความเอาใจใส่ เห็นอกเห็นใจในปัญหาที่เธอแบกรับและต้องการคนปรับทุกข์มักทำแต้มให้คุณได้ เสมอ แค่การพยักหน้าหรือส่งเสียง “อื่อฮึ” เป็นครั้งคราวตอนที่เธอระบายความอึดอัดออกมา ก็ทำให้เธอมั่นใจว่าคุณเป็นห่วงเป็นใยเธออย่างแท้จริง

9. รู้สึกยังไงบ้าง?

ทุกครั้งที่มีโอกาส คุณควรล้วงลึกลงไปในความรู้สึกของเธอที่มีต่อเรื่องต่างๆ การทำเช่นนี้จะทำให้คุณได้แต้มด้าน “อารมณ์อ่อนไหว” เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เช่น ตอนที่เธอกำลังบ่นเรื่องแย่ๆ ของหัวหน้าให้ฟัง คุณควรถามกลับไปสั้นๆ
ว่า “มันทำให้คุณรู้สึกยังไงบ้าง”

หรือก่อนจะออกไปข้างนอกด้วยกัน คุณก็ควรถามเธอว่า “รู้สึกยังไงถ้าเราจะออกไปดูหนังกัน หรือเราจะไปเยี่ยมคุณแม่กัน ฯลฯ” โดยทั่วไปผู้หญิงจะรู้สึกผูกพันกับคนที่ช่วยยกระดับอารมณ์ที่กำลังตกต่ำของ พวกเธอ ความไว้วางใจจะทำให้คุณกลายเป็นคนสำคัญจนขาดไม่ได้ในชีวิตของเธอ และรับรองว่าคุณจะได้รับความสุขอย่างเต็มที่บนเตียงนอน

8. มีอะไรที่ผมช่วยได้บ้าง?

ผู้หญิงมักประทับใจในตัวผู้ชายที่มีสัญชาตญาณของการแก้ปัญหา เพราะมันทำให้พวกเธอรู้สึกว่าเขามีลักษณะของความเป็นพ่อและคนที่รับมือกับ สิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่แทบทุกครั้งที่คุณยิงคำถามนี้ออกไป คำตอบที่มักจะได้รับกลับมาคือ “ไม่มีอะไรค่ะ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง” อย่างไรก็ตาม เธอจะจดจำเอาไว้ว่าคุณยินดีที่จะช่วยหากเธอต้องการ

7. คุณสวยเหลือเกิน

ผู้หญิงรู้ดีว่าพวกเธอมักถูกเม้าท์หรือถูกพูดถึงในเรื่องรูปร่างหน้าตาและ การแต่งกายอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเธอจึงมักพูดถึงตัวเองก่อนที่จะถูกคนอื่นเมาธ์ทั้งต่อหน้าและลับ หลัง หากคุณจะเอ่ยชื่นชมในตัวเธอจึงไม่ควรพูดอะไรเว่อๆ ออกมา แค่บอกว่าเธอสวยน่ารัก

คุณต้องการคบกับเธอไปนานๆ และจริงจัง เธอก็ปลื้มจะแย่แล้ว การเอ่ยชมบั้นท้ายของเธอตอนที่คบกันใหม่ๆ อาจทำให้คุณต้องกินแห้วหรือไม่ก็ถูกตบ แต่ถ้าคบหาเป็นแฟนกันแล้ว การเอ่ยชมแบบเดียวกันอาจทำให้คุณได้ชื่นชมบั้นท้ายของเธอเป็นรางวัล

6. คิดไม่ถึงว่าคุณจะเก่งและฉลาดขนาดนี้

ผู้หญิงจะรู้สึกดีและมีความสุขหากได้รับความชื่นชมจากเพศตรงข้ามมากกว่า เรื่องรูปร่างและหน้าตา เพราะถึงยังไงพวกเธอก็รู้ว่าสังขารของคนเรานั้นไม่มีวันอยู่ยั้งยืนยง การที่คุณแสดงความชื่นชมเกี่ยวกับสติปัญญา ความสามารถ พลังสร้างสรรค์ ความมานะบากบั่น

หรือคุณภาพชีวิตด้านอื่นนอกเหนือจากความสวยความงามของเธอ แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนจริงจังและลึกซึ้ง ไม่ได้มองเธอเป็นเพียงของเล่นหรือทางผ่าน

5. ยัยนั่นก็แค่เซ็กซ์บอมบ์สมองกลวง

จำไว้ว่าธรรมชาติของผู้หญิงคือการแข่งขันและเอาชนะกันและกัน ความสุขอย่างหนึ่งของพวกเธอคือการคุยทับผู้หญิงคนอื่น โดยเฉพาะคนที่พวกเธอมองว่าเป็นคู่แข่ง

บางครั้งที่คุณพบว่าเธอรู้สึกไม่มั่นใจเวลามีผู้หญิงบางคนอยู่ใกล้ๆ หากเธอถามว่า “ผู้หญิงคนนั้นน่าฟัดรึเปล่า” คุณควรตอบว่า “ไม่เลยสักนิด” หรือ “น่าฟัดดี แต่คุณน่าฟัดมากกว่าเยอะ”

4. คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม

การบอกว่าคุณให้คุณค่าแก่เธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง สามารถคลายความกังวลของเธอได้ทันที ว่าเธอไม่ได้เป็นแค่คู่นอนของคุณเท่านั้น มันจะช่วยส่งเสริมความสนิทสนม และความไว้เนื้อเชื่อใจในความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเธอ

อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งพูดประโยคนี้จนกว่าคุณจะได้เจาะไข่แดงของเธอแล้ว เพราะถ้าเอ่ยคำพูดนี้เร็วเกินไป เธออาจคิดว่าคุณอยากเป็นแค่เพื่อนกับเธอโดยไม่มีเรื่องเซ็กซ์มาเกี่ยวข้อง

3. ผมรักคุณ

คำสามคำที่ผู้หญิงเสพติดเหมือนตกเป็นทาสเฮโรอีน ไม่ว่าคุณจะทำผิดอะไรมา คำว่า “ผมรักคุณ” สามารถไถ่บาปให้คุณได้เสมอ ยิ่งในวันวาเลนไทน์คำพูดนี้ยิ่งมีพลังมากขึ้น อาจจะมากกว่าการ์ดหรือช็อกโกแลตด้วยซ้ำไป แต่คุณต้องมั่นใจว่าพูดถูกที่ถูกเวลา เช่น

ระหว่างดูกีฬาก็ไม่ควรมีอารมณ์เอาคำนี้มาพูดกับเธอ เทคนิคในการทำให้เธออ่อนระทวย คือโน้มตัวเข้าไปใกล้ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แล้วกระซิบว่า “ผมรักคุณเหลือเกิน” ทำเหมือนที่พระเอกทำกับนางเอกในหนังโรแมนติก ไม่ว่าเธอจะเป็นหญิงเหล็กขนาดไหน คำพูดนี้จะทำให้เธอเข่าอ่อน และเปียกเยิ้มตรงหว่างขา

2. คุณเป็นหนึ่งเดียวในดวงใจ

การผสมผสานคำว่า “รัก” “อยู่ด้วยกัน” “เสมอ” และ “ตลอดไป” จะต้องใช้อย่างมีเทคนิค เพราะคำพูดเหล่านี้ถูกนำมาใช้บ่อยมากในเพลงรักทั้งหลาย หากคุณต้องการกระชับความสัมพันธ์ขั้นต่อไป บอกเธอว่าคุณอยากใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับเธอ หลังจากได้ยินคำพูดนี้ ถ้าเธอตกลงปลงใจก็เตรียมหาแหวนหมั้นได้ทันที

1. เราจะมีเจ้าตัวเล็กด้วยกัน

สำหรับผู้หญิงแทบทุกคน ความเป็นแม่มักผูกติดกับความปรารถนาทางเพศและความสัมพันธ์กับใครสักคนอย่าง แยกกันไม่ออก แต่คุณควรใช้คำพูดนี้เฉพาะเวลาที่คุณหมายความตามนั้นจริงๆ ไม่งั้นมันอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมของความโสด หากคุณพูดเล่นขณะที่เธอเอาจริง ถึงขั้นไม่ใส่ใจในการคุมกำเนิดอีกต่อไป

 

‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ และ’มวลชนเสื้อแดง’ปัจจัย’เด็ดขาด-ถล่มทลาย’เพื่อไทยชนะ-265 เสียง!

‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ และ’มวลชนเสื้อแดง’ปัจจัย’เด็ดขาด-ถล่มทลาย’เพื่อไทยชนะ-265 เสียง!

                หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน : ในประเทศ

                ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม

                ด้วยจำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 204 ที่นั่ง และในแบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ 61 ที่นั่ง รวมเป็น 265 ที่นั่ง ทิ้งห่างจากพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งสำคัญในสนามที่ได้มา 159 ที่นั่งชนิดขาดลอย 106 ที่นั่ง

                อาจไม่ถึงกับเรียกว่า”แลนด์สไลด์” แต่ก็” ถล่มทลาย “พอจะช่วยให้เส้นทางการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มั่นคงจนยากจะเกิดความเปลี่ยนแปลง

                ทั้งยังเป็นการปิดประตูความวุ่นวายที่อาจเกิดจากการแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นอันดับ 2 อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

                ภายหลังการเลือกตั้งมีการวิเคราะห์ถึงปัจจัยสาเหตุที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกเข้ามาถล่มทลายครั้งนี้ไว้หลายข้อ นอกจากการจับได้”เบอร์ 1” เป็นเบอร์ประจำพรรคและผู้สมัครในการลงสู้ศึก ที่แสดงถึงความ “เฮง “ตั้งแต่ออกจากจุดสตาร์ตแล้ว

                ยังมีหลายปัจจัยที่ได้รับการยืนยันตรงกันคือ “กระแสทักษิณ” บวกกับ “กระแสยิ่งลักษณ์” และที่ขาดไม่ได้คือ”กระแสมวลชนคนเสื้อแดง” รวมถึงการนำเสนอนโยบายประชานิยมฉบับต้นตำรับ ที่โดนใจประชาชนรากหญ้ามากกว่าฉบับลอกเลียนแบบของพรรคคู่แข่ง

                อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องนำไปวิเคราะห์แยกแยะต่อไป ถึงจะเป็นแค่การพลิกล็อกเล็กๆ ไม่ได้ส่งผลสะเทือนต่อยุทธศาสตร์รวมทั้งประเทศที่ต้องชนะเลือกตั้ง”เกินครึ่ง”ก็ตาม

                คือผลการเลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯ ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายมากพอสมควร โดยพรรคเพื่อไทยแพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ 23 ต่อ 10 ที่นั่ง ทั้งที่สารพัดโพลก่อนหน้า หรือกระทั่ง”เอ็กซิตโพล”ในวันเลือกตั้ง ให้พรรคเพื่อไทยชนะขาดมาตลอด

                ต่างกันลิบลับกับพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นไปตามโพลฟันธงว่าพรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ใน 2 ภาคนี้

                ซึ่งผลออกมาในภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยชนะแบบ”ยกจังหวัด” ทั้งกาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคเหนือตอนบน อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน แพร่ พะเยา และอุตรดิตถ์

                ภาคเหนือและอีสานนี้เองคือกุญแจ 2 ดอกสำคัญที่พรรคเพื่อไทยใช้ไขประตูสู่ชัยชนะอันถล่มทลาย

                ในส่วนของภาคเหนือนั้นนอกจากฐานเสียงคนเสื้อแดงจะหนาแน่น

                การที่เชียงใหม่ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงของภาคเหนือ เป็นจังหวัดบ้านเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

                จึงเป็นเรื่องง่ายดายต่อการปลุกกระแสรวมพลังคนเมืองเลือก “นายกฯ คนเชียงใหม่คนที่ 2″ และ”นายกฯ หญิงคนบ้านเฮา”

                แคมเปญนี้เองที่มีส่วนอย่างมากช่วยให้พรรคเพื่อไทยกวาด ส.ส.เขต ภาคเหนือได้ถึง 49 จากทั้งหมด 67 ที่นั่ง กับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์อีกเฉียด 3 ล้านคะแนน

                สำหรับภาคอีสานซึ่งมีเก้าอี้ ส.ส. ให้ช่วงชิงสูงสุด 126 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยสร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ในพื้นที่นี้ได้ถึง 104 ที่นั่ง กับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์อีกกว่า 6.3 ล้านคะแนน

                ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคอีสาน คือส่วนผสมลงตัวระหว่างกระแส”ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” และมวลชนเสื้อแดง

                กล่าวอีกอย่างคือเป็นความสำเร็จสูงสุดของ”ยุทธศาสตร์การเมือง 2 ขา” คือพรรคเพื่อไทยกับ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่แยกกันเดิน ร่วมกันตี ทำศึกช่วงชิงอำนาจรัฐ

                ทำให้พรรคคู่ต่อสู้อื่นๆ แตกพ่ายยับเยินไม่เว้นแม้แต่จังหวัดบุรีรัมย์เมืองหลวงของพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่ใช่แค่ต้องเสียพื้นที่ ส.ส.เขต ให้กับพรรคเพื่อไทยไป 2 ที่นั่ง แม้แต่คะเนนปาร์ตี้ลิสต์ก็ยังแพ้พรรคเพื่อไทยกว่า 1 แสนคะแนน

                ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานยังคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าในสมรภูมิเลือกตั้ง”กระสุน”ก็พ่ายแพ้ต่อ”กระแส”ได้เช่นกัน

                ด้านภาคกลาง จำนวน 96 ที่นั่ง พื้นที่แย่งชิงของหลายพรรคการเมือง ยังเป็นพรรคเพื่อไทยที่ทำผลงานได้ดีกว่าใคร ได้รับเลือกมาถึง 41 ที่นั่ง

                ในจำนวนนี้”ยกจังหวัด”เข้ามาได้ คือ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสระแก้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีแดง

                แต่ผลงานของพรรคเพื่อไทยที่ทำให้ “มังกรการเมือง” นายบรรหาร ศิลปอาชา ถึงกับอยากจะ”เอาหัวมุดดิน” ก็คือการ”เจาะไข่แดง”เขต 5 สุพรรณบุรี เมืองหลวงของพรรคชาติไทยพัฒนา แถมยังแพ้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์จังหวัดให้พรรคเพื่อไทย 1.7 ต่อ 1.9 แสนคะแนน

                ขณะที่ภาคใต้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เน้นมากนัก เพราะรู้ดีว่าเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยากจะเจาะทะลวงเข้าไปได้ เมื่อเจาะไม่ได้ ก็ไม่เสียเวลาเอาหัวโขกกำแพง

                จากระยะเวลา 40 กว่าวันของการหาเสียง น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำทัพหลวงเพื่อไทยลงพื้นที่ภาคใต้แค่ครั้งเดียว ชูนโยบาย”เขตปกครองพิเศษ” ใน 3 จังหวัดชายแดนเสร็จก็ขึ้นมา แล้วไม่ได้ลงไปอีกเลย

                แต่เนื่องจากสมรภูมิเลือกตั้งภาคใต้ เป็นอะไรที่คาดคำนวณล่วงหน้าได้อยู่แล้ว

                การไม่ได้ที่นั่ง ส.ส. ในภาคนี้แม้แต่คนเดียว จึงไม่กระทบต่อยุทธศาสตร์”ชนะเกินครึ่ง”ที่พรรคเพื่อไทยวางไว้

“ใคร…แง้มประตูบ้าน” ให้เขมร?

“ใคร…แง้มประตูบ้าน” ให้เขมร?

31 พฤษภาคม 2554 – 00:00

   งัดออกมาแล้วครับ “ไต๋เขมร” นายฮอร์ นัมฮง ขึ้นให้ปากคำต่อศาลโลกเป็นปากแรกตอนช่วงเช้าถึงเที่ยงวาน (๓๐ พ.ค.๕๔) นึกว่าจะมีทีเด็ดอะไร ที่แท้ก็แค่อ้างว่า ที่ศาลโลกตัดสินให้เขมรได้ปราสาทพระวิหาร ปี  ๒๕๐๕ นั้น เพราะยึดแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ดังนั้น พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร  ก็ต้องเป็นของเขา ไทยต้องถอยออกไปทั้งหมดเดี๋ยวนี้!
 ครับ…ฟังแล้ว จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ สะเหล่อ..ซื่อบื้อ..ขี้ตู่..กวนโอ๊ย ผมว่ามันรวมๆ กันนั่นแหละ ในบันทึกคำพิพากษาศาลโลก ระบุไว้ชัด ไม่ได้ยึดแผนที่  ๑:๒๐๐,๐๐๐ เป็นตัวตัดสิน และห้ามเอาไปผนวกไว้ด้วย หากแต่ใช้ประเด็น “ไทยนิ่งเฉย” ไม่คัดค้านแผนที่ฉบับนั้น ปล่อยจนเนิ่นนานตะหาก
 ก็เลยให้แพ้ด้วย “กฎหมายปิดปาก”!
 ทั้งศาลโลกไม่พิพากษาในประเด็นแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ให้เขมร ฉะนั้น  เขมรจะอ้างคำตัดสินปี ๐๕ มาทึกทักเอาแบบนี้ ทีมสู้คดีฝ่ายไทย นำโดยท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ซึ่งขึ้นให้ปากคำต่อจากเขมรตอนบ่าย พูดได้คำเดียวว่า…สบายมาก
 และวันนี้ (๓๑ พ.ค.) อีกวัน เขมรโดยนายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศ  กับทนายฝรั่งเศสของเขา จะแถลงต่อศาลภาคเช้า ส่วนตอนบ่าย ๑๗.๐๐-๑๘.๐๐  น. ฝ่ายไทย โดยท่านทูตวีรชัย กับทนายชาวต่างประเทศ ๓ คน ประกอบด้วย  ชาวฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และแคนาดา ก็จะขึ้นแถลงต่อ
 จากนั้นทั้งคู่กลับไปนอนรอฟังผลในอีก ๑-๓ สัปดาห์ว่า คำร้องขอให้ศาลโลกออกมาตรการชั่วคราวนั้น จะยกคำร้อง หรือจะมีคำสั่งอย่างใด-อย่างหนึ่งตามคำร้อง?
 พูดถึงเรื่องทนายแล้ว ก็มาทราบกันเลยนะครับว่าทีม “สู้ศึกเขมร” ของเราครั้งนี้ มีใครบ้าง
 ๑.ดร.วีรชัย พลาศรัย ทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ ตัวแทน
 ๒.อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย รองตัวแทน
 คำว่า “ตัวแทน” คือผู้มีอำนาจในการดำเนินการที่มีผลผูกพันต่อประเทศได้ พูดง่ายๆ คือ คนที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่และตัดสินใจแทนรัฐที่ศาลโลกนั่นแหละ ตรงนี้ระบุตัว ดร.วีรชัย ส่วน “รองตัวแทน” ใครที่อยู่ในตำแหน่ง “อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ” ก็จะมาอยู่ในหน้าที่นี้
 ๓.-๕.ทนายชาวต่างประเทศ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แคนาดา รวม ๓ คน
 ๖.รมว.ต่างประเทศ ที่ปรึกษา ๗.รมว.กลาโหม ที่ปรึกษา ๘.เลขาธิการฯ  กฤษฎีกา ที่ปรึกษากฎหมาย ๙.อัยการสูงสุด ที่ปรึกษากฎหมาย ๑๐.ผบ.ทบ.                   ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ๑๑.เจ้ากรมแผนที่ทหาร ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ๑๒.ผอ.กองเขตแดน เลขานุการคณะ๑๓.เจ้าหน้าที่กองเขตแดน / สถานเอกอัครราชทูต ณ  กรุงเฮก ผู้ช่วยเลขานุการคณะ
 นี่แหละโฉมหน้าทีม “คณะดำเนินคดีปราสาทพระวิหาร” ของไทย บอกได้คำเดียวว่า “ทำการบ้านมาดี” และดักทางถูกว่า “เขมรต้องมาไม้นี้” รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงส่งคุณวีรชัย พลาศรัย ซึ่งชำนาญและรู้เรื่องเขมรในภาคเขตแดนไปปักหลักอยู่ที่กรุงเฮกล่วงหน้าก่อนแล้วเป็นปี
 ที่พูดกันว่า ไทยจ้างทนายฝรั่งเศสก็เสร็จเขาซีนั้น ผมว่าวิตกจริตจนขี้เกียจอธิบาย อย่างคนรัสเซียที่ถูกไทยจับส่งสหรัฐ ทำไมเขาจึงจ้างทนายไทยว่าความให้ โดยไม่กลัวว่าทนายไทยจะ “ขายลูกความ” ให้ประเทศตัวเอง?
 ทนายหรือผู้พิพากษาฝรั่งเศสที่มองเรื่องปราสาทพระวิหารและเขตแดน “ตรงข้าม” กับที่ศาลโลกตัดสินไปแล้วมีเยอะแยะไป ไม่มีใครเพี้ยนไปจ้างทนายที่เห็นต่างกับเรามาเป็นทนายให้หรอกครับ เหมือนทักษิณ ถึงรู้ว่า “คุณบัณฑิต ศิริพันธุ์” เป็นทนายมือ ๑ ของประเทศ
  แต่จะซื่อบื้อจ้างเป็นทนายสู้คดีซุกหุ้น คดีสมุนเผาเมือง ได้อย่างไร ในเมื่อรู้อยู่ทนโท่ว่า คุณบัณฑิตนอกจากเป็นมือ ๑ ของประเทศแล้ว ยังเป็นทนายมือ ๑  ของประชาธิปัตย์อีกตะหาก จึงต้องไปจ้างอย่างนายอัมสเตอร์ดัม หรือนายคารม พลทะกลาง ที่คิดเหมือนตน และภักดีตน เป็นต้น!
 กรณีนี้ก็ทำนองนั้น และที่สำคัญ เอกสาร-สำนวนทั้งหลายเกี่ยวกับคดี ล้วนเป็นภาษาฝรั่งเศส ซ้ำกฎหมายที่ใช้ก็กฎหมายฝรั่งเศส แล้วอย่างนี้จะให้ไปจ้างทนายมอนเตเนโกรแทนทนายฝรั่งเศสมาทำงานงั้นหรือ?
 มาดูเรื่อง MOU ที่ไทย-เขมรทำร่วมกันในสมัยรัฐบาลชวน ปี ๒๕๔๓ กันบ้าง บางพวกโกรธแค้นประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลแล้วไม่ยอมเป็น “เด็กในคาถา”  ก็เลยด่ากระทืบ
 รื้อป้ายระบายสีประเด็น MOU กับประเด็นแผนที่ ๑:๒๐๐๐,๐๐๐ มาจับขยำรวมเป็นเรื่องเดียวกันซะเละทะ เละประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์ ก็เรื่องของเขา
 แต่มันเลอะถึงบ้านเมืองนี่ซีครับ….มันเรื่องของเราทุกคน!
 MOU นั้นมันก็แค่บันทึกความเข้าใจร่วมกัน ไทย-เขมร ว่าด้วยการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.๒๕๔๓ ไม่ใช่ไทยไปยอมรับแผนที่  ๑:๒๐๐,๐๐๐ อย่างที่นำไปกล่าวหาคนนั้น-คนนี้ว่าขายชาติ โดยไม่นำองค์ประกอบของความเป็น MOU ไปอธิบายขยายความให้ครบถ้วนด้วย
 ไทย-เขมร บันทึกความเข้าใจร่วมกันว่าอย่างไร ก็บันทึกว่า…เอาละนะ เมื่อไม่สามารถตกลงเรื่องเขตแดนกันได้ซักที ฉะนั้น ก็เอาอย่างนี้………..
 เขมรจะยึดแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ก็เรื่องของคุณ แต่ไทยยึดเขตแดนแนวสันปันน้ำตามสนธิสัญญาแวร์ซายส์ พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรอยู่ในดินแดนไทย  แต่เพื่ออยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขฉันพี่น้องของประชาชนทั้งสองประเทศ เราก็มาตั้ง “คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-เขมร” มาเจรจาปรึกษาหารือ
 หา “จุดลงตัวร่วมกัน” เรื่องเขตแดน!
 ที่เรียก JBC นั่นแหละ และในระหว่างสำรวจและจัดทำหลักเขต ซึ่งยังไม่เป็นที่ยุติว่า ตรงไหนเป็นของใคร ห้ามฝ่ายไหนเข้าไปยุ่มย่ามทำสิทธิ์ใดๆ ในพื้นที่ที่ยังไม่ได้สำรวจ
 เนี่ย..MOU มันก็แค่สัญญาสุภาพบุรุษว่าจะทำอย่างนั้น-อย่างนี้ ไม่ใช่กฎบัตร-กฎหมาย และไม่ใช่ข้อตกลงยกแผ่นดิน-ยกดินแดนของใคร-ให้ใคร และประเด็นนี้ ใครก็ไม่ต้องร้องแรกแหกกระเชอให้ไทยยกเลิกหรอก เพราะเขมรเป็นฝ่าย “ฉีกสัญญาสุภาพบุรุษ” คือ…
 ไม่ยอมประชุมร่วม “ทุกระดับ” มาตั้งนานแล้ว!
 อันที่จริง MOU ปี ๔๓ เซ็นในรัฐบาลชวน แต่ทางปฏิบัติ มาเริ่มรัฐบาลทักษิณ ปี ๔๔ ขณะนั้นนายฮุน เซน เพิ่งปราบฝ่ายต่างๆ ในเขมรได้ราบคาบ และขึ้นเป็นใหญ่แต่ผู้เดียวในแผ่นดิน เรียกว่าลอกคราบใหม่ๆ กระดองยังไม่แข็ง  มาเมืองไทยมืออ่อน-ตีนอ่อนพับเพียบแต้
 ว่านอนสอน (จระเข้ว่ายน้ำ) ง่าย ว่างั้นเถอะ ไทยก็เอ็นดู ฮุน เซน ต้องการอะไรก็ช่วยหมด ข้าวคำ น้ำขัน กระทั่งเสื้อผ้าคลุมหลัง บิ๊กทหาร-บิ๊กรัฐบาลไทยก็หยิบยื่นให้ เรียกว่าไทยขุนจนมีเรี่ยวมีแรง และเมื่อเจอทักษิณ คนสายพันธุ์เดียวกัน การพูดจาหาประโยชน์จากแผ่นดินร่วมกันก็เลย…ระเบิดเถิดเทิง!
 รัฐบาลทักษิณนั่นแหละปล่อยให้เขมรละเมิด MOU รุกเข้ามาตั้งบ้านเรือน  ตั้งชุมชน ตั้งวัด ตั้งป้อมคูประตูค่ายทางทหารในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร  ทักษิณเฉย กองทัพภาค ๒ อดรนทนไม่ไหว ถึงขั้นปิดจุดผ่านแดนด้านเขาพระวิหารก็มี กระทรวงต่างประเทศก็ประท้วง (ตามหน้าที่) หลายครั้ง
 แต่ทักษิณก็ยังคงเฉย ปล่อยให้เขมรรุกพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร จนกลายเป็น “เนื้อร้าย” ขณะนี้!
 นั่นก็เพราะ ทักษิณ-ฮุน เซน มีแผนร่วมผลประโยชน์ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และการยอมให้เขมรนำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ก็ด้วยการ “รู้เห็น-เป็นใจ” ของรัฐบาลทักษิณ ผมจะยกข้อความในเอกสารบันทึกของ “กระทรวงการต่างประเทศ” มาให้ดู ดังนี้
 “ในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ ๓๑  พฤษภาคม-๑ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา และที่จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันที่จะให้มีความร่วมมือเพื่อพัฒนาเขาพระวิหารและบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหารเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ และเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนไทยกับกัมพูชา
 เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมดังกล่าว โดยไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพัฒนาเขาพระวิหาร และกัมพูชาได้จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างกระทรวง เพื่อเตรียมการพัฒนาพื้นที่ช่องตาเฒ่าและเขาพระวิหาร เพื่อเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยมีการจัดประชุมกลุ่มย่อยเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๗ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้ตกลงในหลักการขั้นพื้นฐานเพื่อร่วมพัฒนาเขาพระวิหารและบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหาร
 โดยกัมพูชาได้ขอร้องว่า ความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชาในเรื่องนี้ จะเริ่มขึ้นหลังจากที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
 ซึ่งในครั้งนั้น ฝ่ายไทยได้รับทราบ โดยขอให้มีการร่วมมือและปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก การพัฒนาพื้นที่ และการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทพระวิหาร”
 ครบ ๘ ปีวันนี้พอดี ที่รัฐบาลทักษิณปล่อยให้เขมรรุกพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลมเตร และ “รู้เห็น-เป็นใจ” ให้ฮุน เซน นำปราสาทพระวิหารตีทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว และมันโยงไปเกี่ยวกับ……
 เส้นรุ้งที่ ๑๐๙-๑๑๒ ในอ่าวไทย กว่า ๓๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ที่สมเด็จฮุน เซน กับเสี่ยเหลี่ยม ถ้าทำสำเร็จตามแผน แค่ “บ่อเดียว” ดูไบก็…ชิดซ้ายไปเลย.

รวมฉากจูบ จากซีรี่เกาหลี มากมายจริงๆ 18+

 
 

ไปดูกันเลย   เยอะมากมาย ว่าจะบอกชื่อเรื่องอยู่   แต่ไม่ไหวอ่ะ  เยอะเกิน        5555+

              

 

 
 
 
 
 
 

 

ไปดูกันเลย   เยอะมากมาย ว่าจะบอกชื่อเรื่องอยู่   แต่ไม่ไหวอ่ะ  เยอะเกิน        5555+

 
 

 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 

 
 

 
 
 
 
 

 

 
 
 
 
 

 

 

 

อันนี้แถม   ชอบๆๆๆ